ลักษณะทางสถาปัตยกรรม
พระอุโบสถ
       พระประธานในพระอุโบสถ 
พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้า
อยู่หัว ถวายพระนามว่า 
"พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก"   
 หล่อในรัชกาลที่ ๒ กล่าวกันว่า
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  ทรงปั้นหุ่นพระพักตร์ด้วยพระองค์เอง 
เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๓  ศอกคืบ ประดิษฐานเหนือแท่นไพที่ 
บนฐานชุกชี ที่พระพุทธอาสน์พระประธาน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
โปรดให้อัญเชิญพระบรมอัฐิรัชกาลที่ ๒ มาบรรจุได้ เมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๔๓๘ 
เวลา ๑๖.๐๐ น. เกิดอัคคีภัยไหม้พระอุโบสถ  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้รีบเสด็จพระราชดำเนินมาอำนวยการดับเพลงด้วยพระองค์เอง  และอัญเชิญ
พระบรมอัฐิสมเด็จพระบรมอัยกาธิราชออกไปได้ทัน เพลิงไหม้หลังคาพระอุโบสถหมด  
จึงโปรดให้พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นปราบปรปักษ์เป็นแม่กองปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ
ให้คือดีดังเดิม  และสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระบานริศรานุวัดติวงศ์ก็ประทานความเห็น
ในการซ่อมภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ  ให้รักษาของเก่าไว้อย่างดีที่สุด 
และภาพที่จะเขียนซ่อมใหม่ก็ให้กลมกลืนกับภาพเดิม  
      กลับมาที่บริเวณพระอุโบสถอีกครั้ง โดยรอบพระอุโบสถมีซุ้มใบเสมา ๘ ซุ้ม ในเสมา
เป็นใบคู่ทำด้วยหินสลักลวดลายงดงามประดิษฐานอยู่ในซุ้มหินอ่อน  ทำเป็นรูปบุษบก
ยอดเจดีย์ย่อเหลี่ยมไม้สิบสอง สูง ๒ วา ๑ ศอก ระหว่างซุ้มใบเสมามีสิงโตหินแบบจีน
ตัวเล็ก  ๑๑๒ ตัว ตั้งอยู่บนแท่น มีเหล็กยึดแท่นให้ติดกันโดยตลอด เว้นแต่ช่องตรงกับ
บันไดพระอุโบสถ  ริมช่องว่างนั้นมีตุ๊กตาหินรูปคนจีนนั่งบนเก้าอี้หน้าสิงโตจีนอีกช่องละ
๒ ตัว ๘ ช่อง รวมเป็น ๑๖ ตัว      
     หน้าพระระเบียงโดยรอบ  มีตุ๊กตา
หินรูปทหารจีนตั้งเรียงเป็นแถวจำนวน 
๑๔๔ ตัว และมุมพระอุโบสถทั้ง ๔ มี 
พระเจดีย์จีนทำด้วยหิน  มีซุ้มคูหาตั้งรูป
ผู้วิเศษ ๘ คน หรือ ที่เรียกว่าโป๊ยเซียน 
พระเจดีย์มียอดเป็นปล้อง ๆ เรียวเล็ก
ขึ้นไปตามลำดับ คล้ายปล้อง ไฉนแบบ
พระเจดีย์ไทย มุมละองค์ นอกจากนั้น
ยังมีช้างหล่อด้วยโลหะ   ๘  ตัว สูงขนาด 
๑ เมตรเศษ ตั้งอยู่บนแท่นตรง ประตู
เข้าออกหน้าพระระเบียง แนวเดียวกับ
ตุ๊กตาทหารจีน ด้านละ ๒ ตัว หันหน้าเข้า
พระอุโบสถ ช้างโลหะทั้ง ๘ ตัวนี้ 
มีอิริยาบถไม่เหมือนกัน บางตัวชูงวงบางตัว
ปล่อยงวง ลง เป็นต้น พระบาทสมเด็จ
พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้หล่อขึ้น
เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๙ โดยรอบพระอุโบสถมีพระระเบียงหรือพระวิหารคด มีประตูเข้าออกอยู่กึ่งกลาง พระระเบียงทั้ง ๔ ทิศ หน้าบัน ประตูทำเป็นรูปนารายณ์ ทรงครุฑ ประดับด้วยลาย กระหนกลงรักปิดทองงามมาก พระระเบียงเป็นของสร้าง
ในรัชกาลที่ ๒ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระบานริศรา
นุวัดติวงศ์ศิลปินเอกของชาติไทยทรงชมเชยไว้ว่า
 "พระระเบียงมีอยู่ให้ดูได้บริบูรณ์  ทรวดทรงงาม
กว่าพระระเบียงที่ไหนหมด เป็นศรีแห่งฝีมือใน
รัชกาลที่ ๒ ควรชมอย่างยิ่ง แต่ลายเขียนผนังนั้น
เป็นฝีมือในรัชกาลที่ ๓ ทำเพิ่มเติม" ลายเขียน
ที่ผนังที่ทรงกล่าวถึงนั้น  เขียนเป็นรูปซุ้มเรือน
แก้วลายดอกไม้ใบไม้ มีนกยูงแบบจีนคาบอยู่ 
ตรงกลาง พระพุทธรูปในพระระเบียงทั้งหมด    
เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีรวม ๑๒๐ องค์ 
    ตรงด้านหลังทิศตะวันออกทางที่จะเข้าสู่ พระอุโบสถ มีประตูซุ้มยอดมงกุฎสร้างในสมัย
รัชกาลที่ ๓ เป็นประตูจตุรมุข หลังคา ๓ ชั้น เฉลียงรอบมียอดเป็นทรงมงกุฎ ประดับด้วยกระเบื้อง
ถ้วยสลับสี   หลังคามุงกระเบื้องเคลือบ ช่อฟ้า ใบระกา หัวนาคและหางหงส์ เป็นปูนประดับ
กระเบื้องถ้วย  หน้าบันเป็นปูนประดับกระเบื้องถ้วย มีลวดลายเป็นใบไม้ดอกไม้ ต่อมาเมื่อ 
พ.ศ. ๒๔๔๘ ประตูซุ้มยอดมงกุฎนี้ชำรุดทรุดโทรมมาก พระยาราชสงครามได้กราบบังคมทูล
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า  ถ้าจะโปรดเกล้าฯ ให้ซ่อมใหม่ก็ต้องใช้เงินถึง 
๑๖,๐๐๐ บาท หรือไม่ก็ต้องรื้อเพราะเกรงจะเป็นอันตรายเมื่อเวลาเสด็จพระราชดำเนิน
พระราชทานผ้าพระกฐินวัดนี้ มีพระราชกระแสตอบว่า "ซุ้มประตูนี้อยากจะให้คงรูปเดิม 
เพราะปรากฏแก่คนว่า เป็นหลักของบางกอกมาช้านานแล้ว"    อีกตอนหนึ่งทรงว่า 
"ขอให้ถ่ายรูปเดิมไว้ให้ มั่นคง เวลาทำอย่าให้แปลกกว่าเก่าเลยเป็นอันขาด อย่าเพ่อให้รื้อจะไปถ่าย
รูปไว้เป็นพยาน…" เพราะพระมหากรุณาธิคุณในการทรงอนุรักษ์ศิลปกรรมชิ้นยอดเยี่ยมของ
ชาติชิ้นนี้ไว้    ลูกหลานไทยจึงได้ชื่นชมต่ออัจฉริยะของช่างรุ่นก่อนมาจนทุกวันนี้ และรัฐบาลก็เคย
นำภาพซุ้มประตูยอดมงกุฎมีรูปยักษ์ยืนเฝ้าอยู่ด้านหน้า ๒ ตน ลงพิมพ์ในธนบัตรอยู่สมัยหนึ่ง
ที่หน้าประตูซุ้มยอดมงกุฏดังกล่าว มีพญสยักษ์ยืนอยู่  ๒ คน มือทั้งสองกุมกระบองยืนอยู่
บนแท่น ยักษ์ด้านเหนือสีขาวชื่อ สหัสเดชะ ด้านใต้สีเขียวชื่อทศกัณฐ์  ปั้นด้วยปูน ประดับกระเบื้อง
เคลือบสีเป็นลวดลายรูปลักษณะและเครื่องแต่งตัว สร้างแต่สมัยรัชกาลที่ ๓ สมเด็จเจ้าฟ้า 
กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ตรัศว่าเป็นฝีมือปั้นของหลวงเทพรจนา (กัน) และเป็นเหตุให้เกิด
การปั้นรูปยักษ์ยืนในวัดพระศรีรัตนศาสดารามในเวลาต่อมา    
พระวิหาร
       ปูชนียสถานสำคัญของวัดอรุณราชวรารามอีกหลังหนึ่งคือพระวิหาร เป็นอาคารยกพื้นสูง
เช่นเดียวกับพระอุโบสถ หลังคาลด ๓ ชั้น มุงด้วยกระเบื้องเคลือบสี  หน้าบันมีรูปเทวดาถือ
พระขรรค์ยืนอยู่บนแท่น ประดับด้วยลายกระหนกลงรักปิดทองประดับกระจก มีมุขทั้งด้านหน้า
และด้านหลัง ด้านหน้ามีประตูเข้า ๓ ประตู ด้านหลังมี ๒ ประตู ผนังด้านนอกประดับด้วยกระเบื้อง
เคลือบลายก้านแย่งกระบวนไทย เป็นกระเบื้องที่รัชกาลที่  ๓ ทรงสั่งมาจากเมืองจีน ปัจจุบันได้ใช้
พระวิหารนี้เป็นการเปรียญของวัดด้วย
       พระประธานในพระวิหาร    คือ พระพุทธชัมภูนุทมหาบุรุษลักขณาอสีตยานุบพิตรเป็น
พระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง  ๖ ศอก หล่อด้วยทองแดงปิดทองพระบาทสมเด็จ
พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้หล่อขึ้นพร้อมกับพระประธานในพระอุโบสถวัดสุทัศเทพวราราม
 เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๖ ทางวัดได้พบพระบรมธาตุ ๔ องค์ บรรจุอยู่ในโกศ ๓ ชั้น อยู่ในพระเศียร 
        ที่ฐานชุกชีด้านหน้าพระชุมภูนุท มีพระอรุณหรือพระแจ้งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย
 องค์พระและผ้าทรงครองหล่อด้วยทองต่างสีกัน หน้าตักกว้าง ๕๐ เซนติเมตร
มีประวัติว่าได้อัญเชิญมาจากเวียง
จันทน์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๑ ในรัชกาล
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้า
อยู่หัว เดิมประดิษฐานอยู่ในพระบรม
มหาราชวัง และมีพระราชดำริว่านาม
พระพุทธรูปพ้องกันกับวัดอรุณ จึง
โปรดให้อัญเชิญมา ณ วิหารนี้ และ
ที่แท่นหน้าพระอรุณในพระวิหาร 
มีพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยปางมารวิชัย 
หน้าตักกว้าง ๗๐ เซนติเมตร มีพุทธ
ลักษณะงดงามยิ่ง ประดิษฐานอยู่ 
เดิมพระพุทธรูปองค์นี้อยู่ที่ศาลา
การเปรียญที่รื้อไปแล้ว มีปูนพอกทั้งองค์
โดยไม่มีใครทราบ ภายหลังปูนกระเทาะ
ตัวออกจึงเห็นองค์พระเป็นสำริดสมัย
สุโขทัย ทางวัดจึงอัญเชิญมาประดิษฐาน
ในวัดแห่งนี้
มลฑปพระพุทธบาทจำลอง
เป็นพระเจดีย์ย่อเหลี่ยม ไม้ยี่สิบ ๔ องค์
หอไตร
         มี ๒ หอ อยู่ทางด้านหน้าของหมู่กุฏิคณะ ๑ ใกล้กับสระเล็กๆ และรั้วด้านตะวันตกของ
พระปรางค์ ๑ หลัง ไม่มีช่อฟ้าใบระกา ทำเป็นปูนปั้นประดับกระเบื้องถ้วยเป็นชิ้นๆ หลังคามุง
ด้วยกระเบื้องเคลือบสี  กรอบหน้าต่างเป็นปูนปั้นลายดอกไม้ลงรักปิดทอง และอีกหลังหนึ่งอยู่
มุมด้านเหนือหน้าคณะ  ๗ มีช่อฟ้าใบระกาลงรักปิดทองประดับกระจกบานหน้าต่างเป็นลายรดน้ำ
รูปต้นไม้ คติเกี่ยวกับที่มีหอไตร  ๒ หอ พระเถระผู้ใหญ่ในวัดนี้เล่าว่า เป็นเพราะวัดนี้แต่เดิมม
ีพระราชาคณะได้ ๒ รูป
ศาลาท่าน้ำรูปเก๋งจีน
         มี ๖ หลัง อยู่ที่เขื่อนหน้าวัด ตรงมุมเหนือสุดที่ปากคลองวัดแจ้งหลัง ๑ ตรงกับประตูซุ้ม
ยอดมงกุฎ  ๓ หลัง ตรงกับต้าพระศรีมหาโพธิ์หลัง ๑ และตรงกับทางเข้าพระปรางค์อีกหลัง ๑ 
ที่ศาลาเก๋งจีนมีสะพานยื่นลงไปในแม่น้ำ   เว้นแต่ด้านเหนือสุด ส่วนหลังที่ตรงกับทางเข้า
พระปรางค์นั้น มีรูปจระเข้หินอยู่ด้านหน้าข้างละตัว ศาลาเหล่านี้สร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๓
 เหมือนกันหมด คือ หลังคาเป็นรูปเก๋งจีน มียกพื้นสำหรับนั่งพักทำด้วยหินทรายสีเขียว โดยเฉพาะ 
๓ หลังตรงประตูซุ่มยอดมงกุฎนั้น หลังเหนือและใต้มีแท่นหินสีเขียวตั้งอยู่ตรงกลาง  เข้าใจว่า
จะเป็นที่สำหรับวางของ และหลังศาลาเก๋งจีน ๓ หลังนี้มีรูปกินรีแบบจีนทำด้วยหินทรายสีเขียว
ตั้งอยู่ ๒ ตัว
ภูเขาจำลอง
          อยู่หน้าวัดทางด้านเหนือ  หลังศาลาน้ำรูปเก๋งจีน ๓ หลัง กล่าวกันว่า เดิมเป็นภูเขาจำลอง
ที่โปรดให้สร้างขึ้นในพระบรมมหาราชวังในรัชกาลที่  ๑ ต่อมาในรัชกาลที่ ๓ โปรดให้นำมา
ไว้ที่วัดนี้ ภูเขาจำลองนี้มีรั้วล้อมไว้เป็นส่วนหนึ่งโดยเฉพาะ มีตุ๊กตาจีน ๒ ตัวนั่งบนแท่นอยู่นอก
รั้วด้านหน้า ตรงประตูเข้าทำเป็นรูปทหารเรือเฝ้าอยู่  ๒ คน
อนุสาวรีย์ธรรมเจดีย์
          อยู่ด้านใต้ของภูเขาจำลอง มีถนนที่ขึ้นจากศาลาท่าน้ำเก๋งจีน ๓ หลังไปพระอุโบสถคั่นกลาง
อนุสาวรีย์แห่งนี้มีกำแพงเตี้ยๆเป็นรั้วล้อมรอบ  ภายในรั้ว นอกจากจะมีโกศหินทรายสีเขียว
แบบจีนบรรจุอัฐิของพระธรรมเจดีย์แล้ว ยังมีประตูและมีภูเขาจำลองเตี้ยๆ กับปราศาทแบบ
จีนเล็กๆ มีตุ๊กตาหินนอนอยู่ภายใน มีภาษาจีนกำกับซึ่งชาวจีนอ่านว่า  ฮก ลก ซิ่ว